วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรื่องที่ชอบ อันดับ อนิเม่ะ3

อันดับอนิเม่ะ
10อันดับเพลงอนิเม่ะที่น่าจดจำที่สุด
อันดับ 10 Donten โดย DOES

เป็นเพลง OP ที่ 5 ของ Gintama

อันดับ 9 My Soul, Your Beats โดย Lia

เป็นเพลง OP ของ Angel Beats

อันดับ 8 Maji Love 1000% โดย

 เป็นเพลง OP ของ Uta no Prince-sama: Maji Love 1000%

อันดับ 7 Tori no Uta โดย Lia

อันดับ 6 Connect โดย ClariS

เป็นเพลง OP ของ Mahou Shoujo Madoka Magica

อันดับ 5 Secret Base ~Kimi ga Kureta Mono~ (10 years after Ver.)

โดย Kayano Ai, Tomatsu Haruka และ Hayami Saori เป็นเพลง ED ของ AnoHana

อันดับ 4 Zankoku na Tenshi no Teize โดย Takahashi Yoko

เป็นเพลง OP ของ Neon Genesis Evangelio

อันดับ 3 Guren no Yumiya โดย Linked Horizon

เป็นเพลง OP ที่ 1 ของ Attack on Titan

อันดับ 2 Kimi no Shiranai Monogatari โดย Supercell

เป็นเพลง ED ของ Bakemonogatari

อันดับ 1 Only My Railgun โดย fripside

เป็นเพลง OP ที่ 1 ของ Toaru Kagaku no Railgun

10อันดับอนิเม่ะที่มีคนอยากให้มาเร็วๆมากที่สุด

1. Mahouka Kōkō no Rettōsei


2. Love Live S2


3. Jojo's Bizarre Adventure Part III: Stardust Crusaders
 

4. Mekaku City Actors 


5. Haikyuu 


6. Date a Live II 


7. Mushishi 


8. Kanojo ga Flag wo Oraretara 


9. Gochumon wa Usagi Desuka? 


10. Fairy Tail 2014


      เครดิตhttp://pantip.com/topic/31748960




เรื่องที่ชอบประโยชนืของอนิเม่ะ2

     สิ่งที่มักจะเวียนว่ายอยู่ในชีวิตวัยเด็กของใครหลายๆ คน ก็คงหนีไม่พ้นพวกหนังสือการ์ตูนและอนิเมะต่างๆ หลากหลายเรื่องที่ให้ความบันเทิง และก็มีหลายต่อหลายคนที่โดนคุณพ่อคุณแม่บอกให้ไปอ่านหนังสืออย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่า ไม่ก็โดนห้ามไม่ให้อ่านการ์ตูนหรือดูอนิเมะเสียเลยเพราะคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับลูกของเขา ซึ่งก็คิดจากความน่าจะเป็นบ้างหรือมีเหตุผลสนับสนุนก็ตาม แต่จริงๆ แล้วสิ่งพวกนี้ถือว่ามีประโยชน์ในการพัฒนาและสร้างการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็กๆ มาก ล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัย Tama ที่มีชื่อว่า Yuichi Higuchi ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในด้านนี้ผ่านทางบทความสั้นๆ 
      ศาสตราจารย์ Higuchi กล่าวว่าการที่เด็กนั้นอ่านการ์ตูนและก็อ่านซํ้าไปซํ้ามานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในการที่จะเรียนรู้ในด้านของทักษะด้านภาษา ด้วยความที่เขาอยากจะเข้าใจเนื้อเรื่อง ทำให้เขาพยายามเรียนรู้และเข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งของคำและประโยคซึ่งอยู่ในการ์ตูน โดยการเปรียบเทียบกับภาพวาดที่ประกอบคำพูด ซึ่งถ้าเป็นหนังสือที่มีแต่ตัวหนังสือล้วนๆ จะทำให้เข้าใจความหมายของคำและประโยคอย่างกระจ่างได้ยาก
      และการอ่านซํ้าไปซํ้ามาเนื่องจากเป็นเรื่องที่เขาชอบนี่แหละ ก็จะทำให้เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น ยิ่งอ่านก็จะยิ่งเข้าใจเรื่องราวมากยิ่งขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และตีความหมายหลายๆ อย่างได้แตกฉานมากขึ้น ด้วยความที่เป็นสิ่งที่เขาชอบก็จะทำให้สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ไว (ยิ่งเป็นการ์ตูนสมัยใหม่ที่มีเรื่องราวซับซ้อน ก็จะทำให้เด็กเกิดการคิดวิเคราห์หาเหตุผลมาซัพพอร์ตในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจด้วย)
      ในส่วนของอนิเมะนั้น ถ้าสำหรับเด็กญี่ปุ่นก็จะทำให้เขาได้เรียนรู้ตัวหนังสือคันจิได้ดียิ่งขึ้น เพราะเขาจะได้เรียนรู้ได้จากการฟังคำพูดของตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในหนังสือการ์ตูน (สำหรับคนที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น การที่ได้ดูอนิเมะที่เป็นเสียง Soundtrack และมีบทบรรยายไทย จะทำให้เขาเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นด้วย จากการเปรียบเทียบบทบรรยายกับคำพูดและท่าทางของตัวละคร)
      และถ้าเกิดคุณอยู่ในฐานะพ่อแม่คน ซึ่งมีลูกที่ชอบหนังสือการ์ตูนหรืออนิเมะมากๆ เมื่อเขาได้อ่านหรือได้ดูแล้วก็จะแชร์ประสบการณ์ต่างๆ ที่เขาได้พบเจอ อย่างเช่น"พ่อชอบตอนไหนมากที่สุด" หรือ "พ่อว่าตอนต่อไปจะเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร" ในจุดนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์ให้กับครอบครัว ทำให้มีเรื่องพูดคุยมากขึ้น (ถ้าคุณไม่ปิดกั้นและคุณอ่านการ์ตูนด้วย) และถ้าคุณถามคำถามเดียวกันกลับไป เช่น"แล้วลูกชอบตอนไหนมากที่สุด" หรือ "ลูกว่าตัวละครตัวนี้นิสัยเป็นอย่างไร" ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด ไม่มีผิดไม่มีถูก ก็จะเป็นการฝึกให้ลูกของคุณได้แสดงความคิดเห็นและคิดวิเคราะห์หาเหตุผลมาซัพพอร์ตกับความคิดเห็นอีกด้วย (ในจุดนี้เป็นจุดที่ผมคิดว่าเป็นจุดอ่อนของเด็กไทยมากๆ เลย สำหรับในแง่ของการคิดวิเคราห์)
      ด้วยเหตุนี้เอง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีที่จะกีดกั้นเด็กๆ ออกจากสิ่งที่เขาชอบและสนใจ แต่อย่างก็ตาม ทุกอย่างก็ต้องอยู่ในความพอดี เหมือนกินอาหารก็ต้องกินให้ครบ 5 หมู่ อะไรที่มันมากไปอย่างหนึ่งก็ไม่ใช่สิ่งดีครับ เพราะเนื้อหาของการ์ตูนและอนิเมะบางเรื่องก็ค่อนข้างจะแรงไปหน่อย ก็ต้องดูเรื่องที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะล่ะครับ ^ ^"


เครดิต:www.online-station.net/entertainment/cartoon/308

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรื่องที่ชอบ อนิเม่ะ1

อะนิเมะอะนิเมะ (「アニメ」 anime ) เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่มาจากภาษาอังกฤษว่า แอนิเมชัน (animation) ซึ่งมาจาก ภาษาฝรั่งเศส อานีเม่ (animé) และจากภาษาละติน แปลว่าเคลื่อนไหว หรือภาพเคลื่อนไหว แต่ความหมายกลายจนเป็นคำเฉพาะของภาษาญี่ปุ่นแปลว่าภาพยนต ร์การ์ตูน ภายนอกประเทศญี่ปุ่น อะนิเมะหมายถึงภาพยนตร์การ์ตูนสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะทางศิลปะแตกต่างกับภาพยนตร์การ์ตูนจากแหล่งอื่น อะนิเมะส่วนใหญ่จะวาดขึ้นด้วยมือ แต่ปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยสร้างอะนิเมะอย่างแพร่หลาย อะนิเมะส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อให้ความบันเทิงเหมือนภาพยนตร์ โดยมีแนวเรื่องหลากหลายและครอบคลุมแนววรรณกรรมเกือบทุกแนว อะนิเมะส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเป็นตอนๆ เพื่อฉายทางโทรทัศน์ ส่วนหนึ่งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาวเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ และอีกส่วนหนึ่งถูกสร้างเป็นตอนๆ เพื่อขายตรงในรูปแบบดีวีดี วีซีดี หรือวีดิโอ ดูมีการทำตอนเฉพาะที่เรียกว่า โอวีเอ อะนิเมะหลายเรื่องถูกดัดแปลงมาจากมังงะ นอกจากนี้ยังมีอะนิเมะที่ถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์อีกด้วย

ประวัติเมื่อปี 1970 นักสร้างภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นเริ่มทดลองใช้เทคนิคการสร้างภาพยนตร์การ์ตูน ซึ่งได้แรงบรรดาลใจมาจาก ภาพยนตร์การ์ตูนใน สหรัฐอเมริกาและ[[ยุโรป]แต่ไม่ยอมรับ] เพื่อที่ญี่ปุ่นสามารถสร้างภาพยนตร์การ์ตูนของตนเอง ปลายปี 1970 ภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่นได้พัฒนาลักษณะเฉพาะตัวขึ้นจนสามารถแบ่งแยกออกจากภาพยนตร์การ์ตูนของสหรัฐอเมริกาได้อย่างชัดเจน ในทศวรรษที่ 1980 อะนิเมะได้รับความนิยมกว้างขวางในญี่ปุ่น ทำให้ธุรกิจการสร้างอะนิเมะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และในทศวรรษที่ 1990 และ 2000 ชื่อเสียงของอะนิเมะได้แพร่ขยายไปยังนอกประเทศญี่ปุ่น พร้อมๆ กับการขยายตัวของตลาดอะนิเมะนอกประเทศสำหรับคนที่ชื่นชอบ


เทคโนโลยีกับคอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน


เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ใน ปัจจุบัน
ในปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาท

เป็นอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวันของ

มนุษย์ 

เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายและถ้าเราจะ

พูดถึงเทคโนโลยีที่เรียกกันทั่วไป ว่าคอมพิวเตอร์

ก็คงจะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่รู้จัก เนื่องจากการทำงานทุกอย่างต้องขึ้นอยู่

กับคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่

ความหมายของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์นั้นเป็นคำที่มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การ คำนวณ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า “เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เหมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์”
คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ในการจัดเก็บ คำนวณ ประมวลผลหรืองานต่าง ๆ ตามคำสั่งที่จัดทำขึ้น แล้วบันทึกเก็บไว้ในหน่วยความจำของอุปกรณ์นั้น คอมพิวเตอร์มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทหลัก คือ
ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer) มีการทำงานโดยการนำค่าที่เป็นเลขโดด เช่น เลขฐานสอง มาใช้ในการคำนวณ

แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (Analog Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทำงานโดย การนำค่าตัวแปรที่ต่อเนื่อง เช่น ค่าแรงดันไฟฟ้าในวงจรมาใช้ในการคำนวณ

ไฮบริ ดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ลูกผสมระหว่างคอมพิวเตอร์สองแบบแรก

แต่ ในปัจจุบันนี้ เมื่อกล่าวถึงคอมพิวเตอร์เฉยๆ จะหมายถึง ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กัน

สาเหตุที่นำคอมพิวเตอร์มาใช้งานในปัจจุบัน คือ
• คอมพิวเตอร์สามารถบันทึกข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
• คอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลจำนวนมาก ๆ ไว้ในฐานข้อมูลและเรียกเพื่อนำมาใช้งานได้ทันที ตามความต้องการของผู้ใช้งาน
• คอมพิวเตอร์สามารถนำข้อมูลที่เก็บไว้มาคำนวณทางสถิติ แยกประเภทจัดกลุ่มทำรายงานลักษณะต่างๆ ได้โดยระบบประมวลผล ที่มีความถูกต้อง
• คอมพิวเตอร์สามารถส่งข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
และตลอดเวลา
• คอมพิวเตอร์สามารถจัดทำเอกสารต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยระบบประมวลคำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบสำนักงานอัตโนมัติ สร้างความสะดวกและ
ประหยัดเวลาในการจัดทำเอกสารแต่ละชนิด

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หน่วยการแสดงผลของคอมพิวเตอร์

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ > หน่วยแสดงผล (Output Unit)

หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท หน่วยแสดงผลชั่วคราว (Soft Copy)
  1. หมายถึงการแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้
  2. รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการ
  3. ทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหาย 
  4. ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้ ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้นก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง                                              เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง ได้แก่

    จอภาพ                  (Monitor)

    อุปกรณ์ฉายภาพ   (Projector) 


    อุปกรณ์เสียง       (Audio Output)


    หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy)

    หมายถึงการแสดงผลที่สามารถจับต้อง และเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ มักจะออกมาในรูปของกระดาษ ซึ่งผู้ใช้สามารถนำไปใช้ในที่ต่าง ๆ หรือให้ผู้ร่วมงานดูในที่ใด ๆ ก็ได้ อุปกรณ์ที่ใช้เช่น

หน่วยความจำสำรอง


วัตถุประสงค์
                                          1•บอกความแตกต่างระหว่างหน่วยความจำหลัก และหน่วยความจำสำรองได้

                    2•อธิบายลักษณะของดิสเก็ตแบบดั้งเดิมเปรียบเทียบกับดิสเก็ตความจุสูงได้

                3•เปรียบเทียบฮาร์ดดิสก์ภายใน ฮาร์ดดิสก์กล่อง และฮาร์ดดิสก์อัดแน่นได้

              4•บอกแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฮาร์ดดิสก์ด้วยการสร้างแคชดิสก์ ชุดจานบันทึกอิสระเสริมซ้อน การบีบอัดและคลายการบีบอัดข้อมูลได้
          
                      5•บอกชนิดของออปติคัลดิสก์ได้

         6•บอกรายละเอียดของหน่วยบันทึกโซลิดสเตท อินเทอร์เน็ตฮาร์ดไดรฟ์ และเทปแม่เหล็กได้



  7•บอกรายละเอียดของหน่วยบันทึกที่มีความจุสูงได้

หน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์

หน่วยความจำหลัก
    1หน่วยความจำแบบชั่วคราว (Random Access Memory : RAM) 
    
แรม เปนหนวยความจําหลัก RAM  ยอมาจาก Random Access Memory หมายถึง การที่ซีพียูสามารถเขาถึงหนวยความจําไดทันทีโดยไมตองผานสวนอื่น ตางกับการเขาถึงขอมูลในเทปเสียงหรือภาพซึ่งจะตองรอใหเทปเลนผานสวนนั้น การใชคําวา "Random" ซึ่งแปลวา  "สุม" จึงเปนการใชคําที่ไมถูกตองนักเพราะการเขาถึงของแรมถูกกําหนดไวลวงหนาแลวโดยโปรแกรมเมอไมใชเปนการเข้าถึง แบบสุม ซึ่ง บริษัท IBM จะใชคําวา Direct Access Memory แทนที่จะใช้ Random Access Memory เหมือนที่ใชกันทั่วๆ ไปแรมสามารถเก็บขอมูลไดเฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟาเลี้ยงเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่ไมมีกระแสไฟฟามาเลี้ยง 
ข้อมูลที่อยูภายในแรมก็จะหายไป แรมมีหนาที่เก็บชุดคําสั่งและขอมูลในขณะที่ระบบคอมพิวเตอรกําลังทํางานอยู ไม่ว่าจะเป็นการนําเข้าข้อมูล (Input) หรือการนําออกข้อมูล (Output) โดยหน้าที่ของแรมถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
1) Input Storage Area
เปนสวนที่เก็บข?อมูลนําเขาซึ่งไดรับมาจากหนวยรับขอมูลเขา โดยขอมูลนี้จะถูกนําไปใชในการประมวลผลตอไป
2) Working Storage Area
เปนสวนที่เก็บขอมูลซึ่งอยูในระหวางการประมวลผล
3) Output Storage Area
เปนสวนที่เก็บผลลัพธซึ่งไดจากการประมวลผล ตามความตองการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะถูกส่งไปแสดงออกยังหน?วยแสดงผลอื่นที่ผูใชตองการ
4) Program Storage Area
เป?นส?วนที่ใช?เก็บชุดคําสั่ง หรือโปรแกรมที่ผูใชตองการจะสงเขามา เพื่อใหคอมพิวเตอรปฏิบัติตามคําสั่งชุดดังกลาว หนวยควบคุมจะทําหนาที่ดึงคําสั่งจากสวนนี้ไปทีละคําสั่งเพื่อทําการแปลความหมายวาคําสั่งนั้นสั่งใหทําอะไร จากนั้นหน่วยควบคุม จะไปควบคุมฮารดแวรที่ตองการทํางานดังกลาวให?ทํางานตามคําสั่งนั้น ๆ
แรมที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
1) SDRAM (Synchronous DRAM)
มี 168 ขา SDRAM จะใช้สัญญาณนาฬิกาเป็นตัวกําหนดการ
ทํางานโดยใช้ความถี่ของสัญญาณนาฬิกาเปนตัวกําหนด และมีอัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดที่ 528 MB ต่อวินาที

2) DDR SDRAM หรือ SDRAM II (นิยมเรียก DDR RAM) มี 184 ขาDDR RAM แยกออกมาจาก SDRAMโดยจุดที่ต?างกันหลัก ๆ คือ DDR SDRAM สามารถใช้งานได?ทั้งขาขึ้นและขาลงของ สัญญาณนาฬิกาเพื่อส่งถ่ายข้อมูล ทำให้อัตราการส่งถ่ายเพิ่มขึ้นได?ถึงเท?าตัว ซึ่งมีอัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดถึง 1 G ?อวินาที

ผู้ใช้ตองเลือกประเภทของแรมใหตรงขอกําหนดของเมนบอรดวาใหใชกับ RAM Module ประเภทใด โดยมีขนาดความจุใหเลือก ไดแก 128 Mb, 256 Mb, 256 Mb  512 Mb 1024 Mb และ 2048 Mb
    2 หน่วยความจำแบบถาวร (Read Only Memory - ROM)
    
คือ หน่วยความจำที่นำข้อมูลออกมาใช้งานเพียงอย่างเดียว (Read Only) โดยได้มีการบันทึกข้อมูลไว้ล่วงหน้าแล้ว สามารถเก็บรักษาข้อมูลไว้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้าในการรักษาข้อมูล แม้เราจะปิดเครื่อง หรือไม่มีไฟฟ้าไปหล่อเลี้ยง ข้อมูลที่อยู่ในรอมก็จะยังคงอยู่ ไม่สูญหายไป ในปัจจุบัน หน่วยความจำถาวรนี้ เปิดโอกาสให้สามารถลบหรือแก้ไขข้อมูลได้ เช่น การปรับปรุง/แก้ไขข้อมูลเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ (System Configuration) เป็นต้น



หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

เมื่อพิจารณาศัพท์คำว่า Computer ถ้าแปลกันตรงตัวตามคำภาษาอังกฤษ จะหมายถึง เครื่องคำนวณ ดังนั้นถ้ากล่าวอย่างกว้าง ๆ
เครื่องคำนวณที่มีส่วนประกอบเป็นเครื่องกลไกหรือเครื่องไฟฟ้า ต่างก็จัดเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น ลูกคิดที่เคยใช้กันในร้านค้า ไม้บรรทัด คำนวณ (slide rule) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือประจำตัววิศวกรในยุคยี่สิบปีก่อน หรือเครื่องคิดเลข ล้วนเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด

ในปัจจุบันความหมายของคอมพิวเตอร์จะระบุเฉพาะเจาะจง หมายถึง เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคำสั่งด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า "เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์"
คุณลักษณะสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ มี 4 ประการ คือ
1.
ทำงานโดยอัตโนมัติ ถ้าสังเกตการทำงานของคอมพิวเตอร์ จะพบว่า อุปกรณ์ทุกอย่างของคอมพิวเตอร์ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ โดยที่คนไม่ได้เข้าไปควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อมูล การคำนวณ หรือการพิมพ์ผลลัพธ์
2. ทำงานได้อเนกประสงค์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้อเนกประสงค์ เพราะทำงานได้หลายชนิดขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้ เช่น โปรแกรมเงินเดือน โปรแกรมคิดคะแนนสอบของนักเรียน เป็นต้น
3. เป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบกันเข้าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นอุปกรณ์ทางด้าน
อิเล็คทรอนิคส์ทั้งสิ้น เช่น ทรานซิสเตอร์ วงจรไอซี ดังนั้นจึงทำงานด้วยความเร็วสูงมาก
4. เป็นระบบดิจิตอล คำว่า ดิจิตอล (Digital) มาจากคำว่า Digit หมายถึง ตัวเลข เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ทำงานโดยใช้ระบบตัวเลข ข้อมูลทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ตัวหนังสือ หรือเครื่องหมายในทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เมื่อส่งเข้าเครื่องรับข้อมูลของคอมพิวเตอร์แล้ว
จะถูกเปลี่ยนเป็นตัวเลขหมด


การทำงานของคอมพิวเตอร์ 
เครื่องคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนการทำงาน 3 ขั้นตอน คือ
1.
รับโปรแกรมและข้อมูล โปรแกรมในที่นี้ หมายถึง ชุดของคำสั่งที่จะให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ส่วนข้อมูล อาจเป็นตัวเลขหรือตัวหนังสือก็ได้ ที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผล

2.
การประมวลผล หมายถึง การจัดระเบียบแบบแผนของข้อมูล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งทำได้โดยการคำนวณ
เปรียบเทียบ วิเคราะห์โดยใช้สูตรทางวิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ โดยอาศัยคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้น

3.
แสดงผลลัพธ์ คือ การนำผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลเสร็จเรียบร้อย แสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้ใช้เข้าใจ และนำไปใช้

หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์

หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit, CPU)
 คือ สมองของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการปฏิบัติงานหลักของเครื่อง กล่าวคือ ทำหน้าที่ด้านการคำนวณ ประมวลผลและการเปรียบเทียบตามคำสั่งหรือโปรแกรม โดยทั่วไปในเครื่อง ไมโครคอมพิวเตอร์จะติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยประมวลผลกลาง ซึ่งจะประกอบด้วย Microprocessor Chip, แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Card) และ Chip ประกอบอื่น ๆ ไว้บนแผงวงจรหลักที่เรียกว่า Mainboard หรือ Motherboard 
รวมเรียกทั้งหมดนี้ว่า System Unit หรือ System Cabinet นำไปติดตั้งไว้ในตัวถัง หรือ Case 

 หน่วยประมวลผลกลาง หรือ CPU ประกอบด้วยหน่วยย่อย 2 หน่วย คือ หน่วยควบคุม (Control Unit) และหน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logical Unit : ALU)
1. หน่วยควบคุม (Control Unit) 
หน่วยควบคุม(Control Unit) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณควบคุม(Control Signal) ไปควบคุมการทำงานของหน่วยประมวลผล เป็นเหมือนผู้ที่ทำหน้าที่ปิด-เปิดสวิตช์ เพื่อควบคุมวงจรให้ทำงานตามคำสั่งหรือ โปรแกรมได้รับมา สัญญาณควบคุมต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่


·         - ควบคุมการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างหน่วยความจำหลักกับหน่วยต่าง ๆ
-
ควบคุมการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างหน่วยต่าง ๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง


2. หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logical Unit : ALU) 

หน่วยคำนวณและตรรกะ หรือที่เรารียกอีกอย่างหนึ่งว่า ALU ซึ่งวงจรนี้จะทำหน้าที่หลัก 2 อย่างคือ

1. ทำหน้าที่ด้านตรรกะ คือ การเปรียบเทียบ ได้แก่ เท่ากับ ไม่เท่ากับ มากกว่า น้อยกว่า มากกว่าหรือเท่ากับ น้อยกว่า หรือเท่ากับ
2.
ทำหน้าที่เป็นเครื่องคิดเลขคำนวณ บวก ลบ คูณ หาร